วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เว็บเพจ :)


เว็บเพจคืออะไร

หลักจากที่เราได้เรียนรู้เว็บ blog ไปกันแล้วนะครับคราวนี้เราจะมาเรียนรู้เรื่องเว็บเพจกันบ้าง
เว็บเพจคืออะไร? เว็บเพจก็คือ เอกสารที่ใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารซึ่งประกอบด้วยข้อความ ภาพ เสียง และวีดีโอ ผ่านทางเครือข่ายอิืนเตอน์เน็ต เว็บเพจจะถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ และนำเสนอข้อมูลต่างๆ จึงส่งผมทำให้แต่ละเว็บเพจมีความแต่กต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้งานนั้นเอง

ที่นี้เรามาดูประโยชน์ของเว็บเพจกันบ้างว่ามีอะไรบ้าง
เนื่องจากเว็บเพจสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้ด้วยข้อความ ภาพ เสียง และภาพยนต์ ดังนั้นเราจีงพบเห็นการนำเว็บเพจไปสร้างและพัฒนา เพื่อนำเสนอข้อมูล และข่าวสารในรูปแบบต่างๆได้อย่างมากมาย เช่น
1. เว็บข่าวและเหตุการณ์ในปัจจุบัน
เว็บข่าวในปัจจุบัน สามารถนำเสนอได้อย่างฉับไว ทันต่อเหตุการณ์ ทำให้เราสามารถรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เซึ่งสามารถดูเป็นภาพนิ่งหรือดูในแบบวีดีโอก็ได้
2. ข้อมูลความรู้และห้องสมุด
เว็บเพจเป็นเอกสารที่เชื่องโยงข้อมูลถึงกันได้ทำให้มีการรวบรวมข้อมูลไว้เป็นคลังขนาดใหญ่ ไม่ยุ่งยากในการดูแลรักษา และยังเผยแพร่อย่างกว้างขวางอีกด้วย
3. ประชาสัมพันธ์บริษัทและองค์การ
เป็นเว็บเพจที่แนะนำความเป็นมา สินค้า บริการที่อยู่ที่ติดต่อและข่าวประชาสัมพันธ์ขององค์กร
4. ความบันเทิง
เนื่องจากเว็บเพจมีทั้งภาพและเสียงและวีดีโอจึงทำให้การนำเสนอความบันเทิงไม่ใช่เรื่องอยากอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเว็บวิทยุ ฟังเพลงออนไลน์ เว็บนำเสนอภาพยนร์ เกม และเว็บเรื่องตลกขำขันต่างๆ
5. การงินการลงทุน
เป็นเว็บที่นำเสนอข้อมูลทางการเงินและการลงทุนรวมไปถึงบริการสำหรับธุรกรรมการเงินออนไลน์เครือข่ายอินเตอร์เน็ต
6. ซื้อ ขายสินค้า และบริการ
เป็บเว็บที่เหมือนร้านค้าสำหรับขายสินค้า และบริการต่างๆ รวมทั้งยังบริการฝากขายสินค้าร้านเหล่านี้ได้อีกด้วย
7. ดาวน์โหลดข้อมูล
เป็นเว็บที่ให้บริการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆเช่น ไฟล์ โปรแกรม ไฟล์ภาพ และไฟล์เสียง เป็นต้น
8. บริการติดต่อสื่อสาร
เป็นเว็บที่ให้บริการในการติดต่อสื่อสารถึงกันและกันเช่นการรับส่งจดหมาย Email เว็บบอร์ด และเว็บแซ็ตสนทนาต่างๆ

อินเตอร์เน็ต




           อินเทอร์เน็ต คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ตามโครงการของอาร์ป้าเน็ต (ARPAnet = Advanced Research Projects Agency Network) เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ(U.S.Department of Defense - DoD) ถูกก่อตั้งเมื่อประมาณ ปีค.ศ.1960(พ.ศ.2503) และได้ถูกพัฒนาเรื่อยมาค.ศ.1969(พ.ศ.2512)อาร์ป้าเน็ตได้รับทุนสนันสนุนจากหลายฝ่าย และเปลี่ยนชื่อเป็นดาป้าเน็ต (DARPANET = Defense Advanced Research Projects Agency Network) พร้อมเปลี่ยนแปลงนโยบาย และได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละชนิดจาก 4 เครือข่ายเข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ 1)มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลองแองเจอลิส 2)สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด 3)มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาบาร่า และ4)มหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังนั้นในปีค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง ซึ่งดาป้าเน็ตได้โอนหน้าที่รับผิดชอบให้แก่หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency - ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมีคณะทำงานที่รับผิดชอบบริหารเครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet Architecture Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ในอินเทอร์เน็ต, IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการทำงานโดยอาสาสมัครทั้งสิ้น
ค.ศ.1983(พ.ศ.2526) ดาป้าเน็ตตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet Protocal) มาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ จึงเป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาจนถึงปัจจุบัน เพราะ TCP/IP เป็นข้อกำหนดที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโลกสื่อสารด้วยความเข้าใจบนมาตรฐานเดียวกัน
ค.ศ.1980(พ.ศ.2523) ดาป้าเน็ตได้มอบหน้าที่รับผิดชอบการดูแลระบบอินเทอร์เน็ตให้มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation - NSF) ร่วมกับอีกหลายหน่วยงาน
ค.ศ.1986(พ.ศ.2529) เริ่มใช้การกำหนดโดเมนเนม (Domain Name) เป็นการสร้างฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distribution Database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บไซต์ www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ในเครื่องบริการโดเมนเนมหรือไม่ ถ้ามีก็จะตอบกับมาเป็นหมายเลขไอพี ถ้าไม่มีก็จะค้นหาจากเครื่องบริการโดเมนเนมที่ทำหน้าที่แปลชื่ออื่น สำหรับชื่อที่ลงท้ายด้วย .th มีเครื่องบริการที่ thnic.co.th ซึ่งมีฐานข้อมูลของโดเมนเนมที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด
ค.ศ.1991(พ.ศ.2534) ทิม เบอร์เนอร์ส ลี (Tim Berners-Lee) แห่งศูนย์วิจัย CERN ได้คิดค้นระบบไฮเปอร์เท็กซ์ขึ้น สามารถเปิดด้วย เว็บเบราวเซอร์ (Web Browser) ตัวแรกมีชื่อว่า WWW (World Wide Web) แต่เว็บไซต์ได้รับความนิยมอย่างจริงจัง เมื่อศูนย์วิจัย NCSA ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์เออร์แบน่าแชมเปญจ์ สหรัฐอเมริกา ได้คิดโปรแกรม MOSAIC (โมเสค) โดย Marc Andreessen ซึ่งเป็นเว็บเบราว์เซอร์ระบบกราฟฟิก หลังจากนั้นทีมงานที่ทำโมเสคก็ได้ออกไปเปิดบริษัทเน็ตสเคป (Browser Timelines: Lynx 1993, Mosaic 1993, Netscape 1994, Opera 1994, IE 1995, Mac IE 1996, Mozilla 1999, Chimera 2002, Phoenix 2002, Camino 2003, Firebird 2003, Safari 2003, MyIE2 2003, Maxthon 2003, Firefox 2004, Seamonkey 2005, Netsurf 2007, Chrome 2008)
ในความเป็นจริงไม่มีใครเป็นเจ้าของอินเทอร์เน็ต และไม่มีใครมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการกำหนดมาตรฐานใหม่ ผู้ติดสิน ผู้เสนอ ผู้ทดสอบ ผู้กำหนดมาตรฐานก็คือผู้ใช้ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ก่อนประกาศเป็นมาตรฐานต้องมีการทดลองใช้มาตรฐานเหล่านั้นก่อน ส่วนมาตรฐานเดิมที่เป็นพื้นฐานของระบบ เช่น TCP/IP หรือ Domain Name ก็จะยึดตามนั้นต่อไป เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นระบบกระจายฐานข้อมูล การจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลพื้นฐานอาจต้องใช้เวลา
http://www.thaiall.com/article/internet.htm

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ความหมายและพัฒนาการของสื่อสารข้อมูล

          การสื่อสาร หมายถึง การส่งข้อมูลจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงสำหรับใช้ในหลักการหาความจริง
          ดังนั้นการขอมูล จึงหมายถึง กระบวนการถ่ายโนหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลในรูปตัวเลขฐานสองที่เกิดจากอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอรืตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล
         การสื่อสารข้อมูลของมนุษย์โบราณมีวิะ๊การที่ไม่ซับซ้อนมากนัก เช่นการใช้ม้าเร้วใช้นกพิราบสื่อสาร เป็นต้น แต่ในสมัยนี้มีทีมั้ง 3G 4G ตามลำดับ
หนังสือเรียน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ม.2 

ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์

 1. ความสะดวกในการจัดเก็บข้อมูล
          การจัดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์สามารถจัดเก็บไว้ในแผ่นบันทึก ที่มีความหนาแน่นสูงได้ แผ่นบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 1 ล้านตัวอักษร
2. ความถูกต้องของข้อมูล
          โดยปกติมีการส่งข้อมูลด้วยสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งด้วยระบบดิจิทัล
3. ความเร็วของการทำงาน
          สัญญาณทางไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วเท่าความเร็วแสงทำให้การใช้คอมพิวเตอรืส่งข้อมูลจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง
4. ประหยัดต้นทุนในการสื่อสารข้อมูล
          การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กันเป็นเครือข่าย เพื่อส่งหรือสำเนาข้อมูลไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับการจัดส่งแบบวิธีอื่น
5. สามารถเก็บข้อมูลเป็นศูนย์กลาง
          กล่าวคือ สามารถมีข้อมุลเพียงชุดเดียวในระบบเครือข่ายซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนกลาง โดยในแต่ละแผนกในบริษัทสามารถดึงไปใช้ได้จากที่เดียวกัน
6. การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
          ในระบบเครือข่ายนั้น จะทำให้สามารถใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ร่วมกันได้ โดยที่อุปกรณ์ตัวนั้น อาจต่ออยุ่กับเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่าย
7. การทำงานแบบกลุ่ม
          สามารถใช้ระบบเครือข่ายในการทำงานในแผนกหรือกลุ่มงานเดียวกันได้เป็นอย่างดี
หนังสือเรียน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ม. 2

เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์

4.1 การใช้เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบไร้สาย
          1. สายตีเกลียวคู่ (twisted pair cable) ประกอบด้วยเส้นลวดทองแดง 2 เส้นที่หุ้มด้วยฉนวนพลาสติก พันบิดกันเป็นเกลียว เพื่อลดการรรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคุ่สายข้างเคียงภายในเคเบิลเดียวกัน 
          1.1 สายตีเกลัยวคู่แบบไม่ป้องกันสัญญาณรบกวนหรือชนิดไม่หุ้มฉนวน 
          เป็นวายตีเกลียวคู่ที่ไม่มีฉนวนชั้นนอก ทำให้สะดวกในการโค้งงอ แต่สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้น้อยกว่าสายตีเกลียวคู่ชนิดหุ้มฉนวน
          1.2 สายตีเกลียวคู่แบบป้องกันสัญญาณรบกวนหรือชนิดหุ้มฉนวน
          เป็นสายตีเกลียวคุ่ที่ใช้หุ้มชั้นนอกหุ้มด้วยลวดถักที่หนา เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า


          2. สายโคแอกซ์
          มัลักษณะเช่นเดียวกับสายที่ต่อมาจากเสาอากาศประกอบด้วยลวดทองแดงที่เป็นแกนหลักหุ้มด้วยฉนวนชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่ว 
          3. สายใยแก้วนำแสง 
          หรือเส้นใยนำแสงแกลนกลางของสายประกอบด้วยเส้นใยแก้วหรือเส้นใยพลาสติกขนาดเล็กภายในกลวง หลายๆเส้นอยู่รวมกัน เส้นใยแต่ละเส้นมีขนาดเล็กประมาณเส้นผมของมนุษย์

          4.2 เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบไร้สาย
         1. อินฟราเรด เป็นลักษณะของคลื่นที่ใช้ในการส่งข้อมูลระยะใกล้ๆในช่วงความถี่ที่แคบมาก ใช้ช่องทางสื่อสารน้อยมักใช้กับการสื่อสารข้อมูลที่ไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างตัวส่งกับตัวรับสัญญาณ
          2. คลื่นวิทยุ ใช้ส่งสัญญาณไปในอากาศ โดยมีตัวกระจายสัญญาณส่งไปยังตัวรับสัญญาณ และใช้เครื่องวิทยุในช่วงความถี่ต่างๆมีความเร็ว 2 เมกะบอตต่อนาที
          3. ไมโครเวฟ
          จะใช้ส่งสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าไปในอากาศพร้อมกัยส่งข้อมูลที่ต้องการส่ง และต้องมีสถานีที่ทำหน้าที่ส่งและรับข้อมุล และเนื่องจากสัญญาณไมโครเวฟจะเดินทางเป็นเส้นตรงไม่สามารถเลี้ยวหรือโค้งตามขอบโลกได้
          4. ดาวเทียม 
         เป็นสถานีรับส่งสัญญาณไมโครเวฟบนท้องฟ้า ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของสถานีรับ-ส่งไมโครเวฟบนผิวโลก เพื่อใช้เป็นสถานีรับ-ส่งสัญญาณไมโครเวฟบนอากาศ

 Satellite
หนังสือเรียน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ม.2
www.google.com

https://www.google.co.th/search?tbm=isch&hl=th&source=hp&biw=1366&bih=631&gbv=2&oq=+%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88+&aq=f&aqi=&gs_l=img.3...1757.11059.0.11430.4.3.1.0.0.0.201.385.2j0j1.3.0...0.0.YJsEc_-


https://www.google.co.th/search?tbm=isch&hl=th&source=hp&biw=1366&bih=631&gbv=2&oq=+%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88+&aq=f&aqi=&gs_l=img.3...1757.11059.0.11430.4.3.1.0.0.0.201.385.2j0j1.3.0...0.0.YJsEc_-


https://www.google.co.th/search?tbm=isch&hl=th&source=hp&biw=1366&bih=631&gbv=2&oq=+%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88+&aq=f&aqi=&gs_l=img.3...1757.11059.0.11430.4.3.1.0.0.0.201.385.2j0j1.3.0...0.0.YJsEc_-


https://www.google.co.th/search?tbm=isch&hl=th&source=hp&biw=1366&bih=631&gbv=2&oq=+%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88+&aq=f&aqi=&gs_l=img.3...1757.11059.0.11430.4.3.1.0.0.0.201.385.2j0j1.3.0...0.0.YJsEc_-


https://www.google.co.th/search?tbm=isch&hl=th&source=hp&biw=1366&bih=631&gbv=2&oq=+%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88+&aq=f&aqi=&gs_l=img.3...1757.11059.0.11430.4.3.1.0.0.0.201.385.2j0j1.3.0...0.0.YJsEc_-


https://www.google.co.th/search?tbm=isch&hl=th&source=hp&biw=1366&bih=631&gbv=2&oq=+%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88+&aq=f&aqi=&gs_l=img.3...1757.11059.0.11430.4.3.1.0.0.0.201.385.2j0j1.3.0...0.0.YJsEc_-


https://www.google.co.th/search?tbm=isch&hl=th&source=hp&biw=1366&bih=631&gbv=2&oq=+%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88+&aq=f&aqi=&gs_l=img.3...1757.11059.0.11430.4.3.1.0.0.0.201.385.2j0j1.3.0...0.0.YJsEc_-


https://www.google.co.th/search?tbm=isch&hl=th&source=hp&biw=1366&bih=631&gbv=2&oq=+%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88+&aq=f&aqi=&gs_l=img.3...1757.11059.0.11430.4.3.1.0.0.0.201.385.2j0j1.3.0...0.0.YJsEc_-

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โพรโทคอลและอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

          การสื่อสารโดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะต้องมรการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายชนิดต่างๆ กัน ซึ่งไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรง ดังนั้นจึงต้องมรการเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลที่ส่ง และกำหนดมาตรฐานทางด้สนฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์เพื่อให้อุปกรณ์สื่อสารกันได้
          3.1 โพรโทคอล
          โพรโทคอล (protocol) คือข้อตกลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับวิธีที่คอมพิวเตอร์จะจัดรูปแบบและตอบรับข้อมูลระหว่างการสื่อสาร ซึ่งโพรโทคอลจะมีหลายมาตรฐาน และในแต่ละโพรโทคอลจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
          การติดต่อสื่อสารข้อมูลผ่านทางเครือข่ายนั้น จำเป็นต้องมรโพรโทคอลที่เป็นข้อกำหนดตกลงในการสื่อสารขึ้น เพื่อช่วยให้ระบบสองระบบที่แตกต่างกันสามารถสื่อสารกันอย่างเข้าใจได้โพรโทคอลนี้เป็นข้อตลลงที่กำหนดเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่่างๆ
ทั้งวิธีการส่งและรับข้อมูล วิธีการตรวจข้อผิดพลาดของการส่งและรับข้อมูล การแสดงผลข้อมูลข้อมูลเมื่อส่งและรับกันระหว่างเครื่องสองเครื่อง ดังนั้น จะเห็นได้ว่าโพรโทคอลมีความสำคัญมากในการสื่อสารบนเครือข่าย ซึ่งหากไม่มีโพรโทคอลแล้ว การสื่อสารบนเครือข่ายจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
         ในปัจจุบันการทำงานของเครือข่ายใช้มาตรฐานโพโทคอลต่างๆ ร่วมกันทำงานมากมาย นอกจากโพรโทคอลระดับประยุกต์แล้ว การดำเนินการภายในเครือข่ายมีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งโพรโทคอลที่ใช้ในการสื่อสารในปัจจุบันมีหลายประเภท ตัวอย่างเช่น
         1. โพรโทคอลเอชทีทีพี (Hyper Text Transfer Protocol : HTTP) เป็นโพรโทคอลหลักในการใช้งานเวิลด์ไวด์เว็บ โดยมรจุดประสงค์เพื่อเป็นช่องทางสำหรับเผยแพร่และแลกเปลี่ยนภาษาเอชทีเอ็มแอล(Hyper Text Markup Language : HTML) ใช้ร้องขอหรือตอบกลับระหว่างเครื่องลูกข่าย ที่ใช้โปรแกรมค้นดูเส็บกัะบเครื่องแม่ข่าย (web server) โดยทำงานอยู่บนโพรโทคอลทีซีดี (Transfer Control Protocol : TCP) 
         2. โพรโทรคอลทีซีพี/ไอพี (Transfer Control Protocol / Internet Protocal : TCP/IP ) เป็นโพรโทคอลที่ใช้ในการสื่อสารอินเตอร์เน็ต โดยมรการระบุผู้รับ ผู้ส่งในเครือข่าย และแบ่งข้อมูลออกเป็นเพ็กเก็ตส่งผ่านไปยังอินเตอร์เน็ตซึ่งหากการส่งข้อมูลเกิดความผิดพลาดจะมีการร้องขอข้อมูลใหม่
          3. โพรโทคอลเอสเอ็มทีพี (Simple Mail Transfer Protocol : SMTP) คือ โพรโทคอลสำหรับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail) หรืออีเมลล์ (Email) ไำปยังจุดหมายปลายทาง
          4. บลูทูท (bluetooth) เป็นโพรโทคอลที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GRz ในการรับส่งข้อมูลคล้ายระบบแลนไร้สาย เพื่อให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ต่อพ่วงไร้สาย เช่น เครื่องพิมพ์ เมาส์ คีย์บอร์ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ หูฟัง เป็นต้น เข้าด้วยกันได้สะดวก
          ปัจจจุบันมีโพรโทคอลในระดับประยุกต์ใชงานมากมาย นอกจากโพรโทคอลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น        
เช่น การโอนย้ายแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน ใช้โพรโทคอลชื่อเอฟทีพี (File Transfer protocal : NNTP) การโอนย้ายข่าวสารระหว่างกันใช้โพรโทคอลชื่อเอ็นเอ็นพี (Network News Transfer protocal : NNTP) เป็นต้น จะเห็นได้ว่า การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในทุกวันนี้ เป็นผลมาจากกการพัฒนาโพรโทคอลต่างๆ ขึ้นใช้งาน ซึ่งการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งจำเป็นต้องผ่านหารใช้งานโพรโทรคอลต่างๆฆลายโพรโทคอลร่วมกัน
          3.2 อุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
          การเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นระบบเครือข่ายได้นั้น จะต้องอาศัยอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์ (network device) ซึ่งทำหน้าที่รับข้อมูลทางสื่อกลาง
          1. เครื่องทวนสัญญาณ (repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณดิจิทัลแล้วส่งต่อไปยังอุปกรณ์อื่น
          2. ฮับ (hub) เป็นอุปกรณ์ที่มาจากอุปกรณ์รับส่ง หรือคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่อง
          3. บริดจ์ (bridge) ใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายหลายเครือข่ายเข้าด้วยกัน โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่ใช้โพรโทคอลตัวเดียวกัน
          4. อุปกรณ์จัดเส้นทาง (router) สามารถกรองข้อมูลได้เช่นเดียวกับบริดจ์แต่จะมีความสามารถมากกว่า
          5. สวิตช์ (switch) นำความสามารถของฮับกับบริดจ์มารวมกัน แต่การส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ตัวหนึงจะไม่กระจายไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเหมือนกับฮับ
          6. เกตเวย์ (gateway) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ เข้าด่วยดันไม่ว่าเครือข่ายนั้นจะใช้โพรโทคอลตัวใดก็ตาม
หนังสือ เทคโนโลนีสารสนเทศและการสื่อสาร ม.2 

เครือข่ายคอมพิวเตอร์

          เครื่อข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network) เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งออกตามสภาพการเชื่อมโยงได้เป็น 4 ชนิดดังนี้ 
          2.1 เครือข่ายส่วนบุคคล
         เครือข่ายส่วนบุคคลหรือแพน (Personal Area : PAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อแบบไร้สายในระยะใกล้ เช่น การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์มือถือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับเครื่องพีดีเอ เป็นต้น 
         2.2 เครือข่ายเฉพาะที่
          เครือข่ายเฉพาะที่ หรือแลน (Local Area Network : LAN) เป็นเครือข่ายขนาดเล็กซึ่งเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในท้องที่บริเวณเดียวกันเข้าด้วยกัน เช่น ภายในอาคาร หรือภายในองค์การที่ระยะทางไม่ไกลมากนัก เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์เครือข่ายแต่ละตัวจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครือข่ายเช่น ฮับ สวิตช์ เแ็นต้น ซึ่งอุปกรณ์เครือข่ายแต่ละตัวจะเชื่อมต่อกันโดยใช้สายตีเกลียวคู่ สายใยแก้วนำแสงหรือคลื่นวิทยุ และเครื่อข่ายแลนจะเชื่อมต่อถึงกันด้วย อุปกรณ์จัดเส้นทาง (router) การสร้างเครือข่ายแลนนี้แต่ละองค์กร สามารถดำเนินการเองไ้ด้โดยการวางสายสัญญาณสื่อสารภายในอาคารหรือภายในพื้นที่ของตนเอง เครือข่ายแลนมีตั้งแต่แครื่อข่ายขนาดเล็กที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปภ้ยในห้องเดียวกัน จนถึงเชื่อมโยงระหว่างห้องหรื่อองค์กรขนาดใหญ่เช่น ภายในสำนักงาน ภายในโรงเรียนหรือภายในมหาวิทยาลัย เป็นต้น ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องที่เชื่อมต่อกัน สามารถส่งข้อมูลและเปลี่ยนกันได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว และยังสามารถร่วมกันได้อีกด้วย 
          2.3 เครือข่ายนครหลวง
         เครือข่ายนครหลวง หรือแมน
(Metropolitan Area Network : MAN) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงแลนที่อยุ่ห่างกัน เช่นระหว่างสำนักงานที่อยู่คนละอาคาร ระบบเคเบิลทีวีตามบ้านปัจจุบัน เป็นต้น โดยมีลักษณะการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ที่มีระยะห่างไกลกันในช่วง 40-50 กิโลเมตรผ่านสายสื่อประเภทสายใยแก้วนำแสง สายโคแอกเชียล หรือ อาจใช้คลื่นไมโครเวฟ
          2.4 เครือข่ายวงกว้าง 
          เครือข่ายวงกว้าง หรือแวน (Wide are Network : WAN) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะห่างไกล มีการติดต่อสื่อสารกันในบริเวณกว้างเ้ช่นเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด ระหว่างประเทศ เป็นต้น 

หนังสือเรียน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ิอสาร ม.2